Warning: Division by zero in /home/prakanbi/domains/doctorsiam.com/public_html/spaw2/plugins/spawfm/config/qjdsiavm.php on line 1180
กฎหมายทำแท้งจะแก้ดีหรือไม่แก้ดี...

 กฎหมายการแพทย์ > กฎหมายทำแท้งจะแก้ดีหรือไม่แก้ดี...

  กฎหมายทำแท้งจะแก้ดีหรือไม่แก้ดี... 

โพสเมื่อ : 26 กรกฏาคม 2554 โดยทีมงาน : doctorsiam.com



เรื่อง นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย

           กรณีพบศพเด็กทารกจำนวนมากถึง 2,002 ศพ ภายในวัดไผ่เงินได้สร้างความตกตะลึงและกลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมไทยต่าง ให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้ สัปเหร่อในวัดยอมสารภาพว่ารับเงินจากคลินิกทำแท้ง 5 แห่งให้นำศพมาทิ้งไว้ สวนดุสิตโพลได้สำรวจความคิดเห็นประชาชนกรุงเทพฯ และปริมณฑล พบว่า 62.18% แสดงความตกตะลึงถึงจำนวนการทำแท้ง รองลงมาเห็นว่าเป็นเรื่องที่ผิดศีลธรรม 15.24% และ 47% เห็นว่าเป็นการตัดสินใจของผู้ที่ให้กำเนิดเอง อาจเกิดจากความไม่พร้อมหรือความจำเป็น ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการแก้ไขกฎหมายถึง 65.62% 
           
ความ ผิดฐานทำให้แท้งลูกตามประมวลกฎหมายอาญา หมวด 3 มาตรา 301 หญิงใดทำให้ตนเองแท้งลูก หรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมาตรา 302 ผู้ใดทำให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงนั้นยินยอม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าทำให้รับอันตรายสาหัสถึงแก่ความตาย ผู้กระทำก็ต้องรับโทษหนักขึ้น หรือถ้าทำโดยหญิงนั้นไม่ยินยอม ต้องรับโทษหนักขึ้นตามมาตรา 303 แต่มาตรา 304 ถ้าเพียงขั้นพยายามกระทำความผิดไม่ต้องรับโทษ สำหรับต่างประเทศจากการสำรวจมีกฎหมายให้ทำแท้งถูกกฎหมายถึง 40 กว่าเปอร์เซ็นต์ เช่น ฝรั่งเศสมีกฎหมายห้ามทำแท้งเด็ดขาด แม้แต่พยายามทำแท้งก็โทษเท่ากับความผิดสำเร็จ แต่มีข้อยกเว้นคืออายุครรภ์ 10 สัปดาห์แรกสามารถทำแท้งได้ บัญญัติในกฎหมายสาธารณสุข ก่อนทำแท้งจะมีนักสังคมสงเคราะห์ให้ความรู้และคำแนะนำว่าถ้าไม่ทำแท้งรัฐบาล จะให้การช่วยเหลือเลี้ยงดูเด็กให้ หญิงที่ตัดสินใจทำแท้งภายในอายุครรภ์ 10 สัปดาห์เป็นสิทธิที่กระทำได้ ผู้ห้ามจะติดคุก 1 ปี ฐานขัดขวางการทำแท้ง กฎหมายเยอรมนีและกฎหมายอังกฤษได้มีการแบ่งระยะเวลาของการตั้งครรภ์ 3 เดือนแรกว่าสามารถทำแท้งได้ ไม่มีความผิดทางกฎหมาย สหรัฐอเมริกาถือว่าการทำแท้งเป็นสิทธิของหญิง แต่รายละเอียดแตกต่างไปในแต่ละรัฐ สำหรับประเทศเพื่อนบ้านเราก็มีประเทศกัมพูชาและเวียดนามที่กฎหมายให้สิทธิ หญิงทำแท้งได้โดยถูกกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ไม่มีประเทศใดในโลกใช้คำว่าทำแท้งได้โดยเสรี
          
สำหรับมาตรา 305 นั้นเป็นข้อยกเว้นให้แพทย์มีอำนาจกระทำได้คือ (1) จำเป็นต้องกระทำเนื่องจากสุขภาพของหญิงนั้น หรือ (2) หญิงมีครรภ์เนื่องจากการกระทำความผิดอาญา ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 276 มาตรา 277 มาตรา 282 มาตรา 283 หรือมาตรา 284 ผู้กระทำไม่มีความผิดกฎหมาย จะแก้ดี หรือไม่แก้ดี เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมาตลอดเวลาที่มีประเด็นที่เป็นกระแสทางสังคมเกิด ขึ้นเป็นช่วง ๆ ถ้าจะเริ่มต้นจากมุมมองของแพทย์เรา และโดยเฉพาะผู้เขียนเป็นสูตินรีแพทย์ เราก็ประกอบวิชาชีพตามมาตรฐานและจริยธรรม รวมถึงกฎหมายที่เปิดช่องให้สามารถกระทำได้ ในกรณีที่ยุติการตั้งครรภ์เพื่อสุขภาพของมารดานั้น มาตรฐานทฤษฎีและแนวทางปฏิบัติก็มีการกำหนดไว้ เช่น โรคหัวใจระยะใด ภาวะครรภ์เป็นพิษรุนแรง หรือประเมินปัจจัยต่าง ๆ ประกอบด้วย ทั้งนี้ ตัดสินใจจากทางเลือกเพื่อประโยชน์ต่อผู้ป่วยที่ดีที่สุดเป็นหลักภายใต้ความ ยินยอมของหญิงนั้น แพทย์หรือสูติแพทย์ก็สามารถกระทำได้ด้วยความสบายใจ แต่บางกรณีแพทย์บางท่านก็อาจจะไม่สบายใจนัก แต่กฎหมายกำหนดให้กระทำได้ เช่น กรณีหญิงที่ตั้งครรภ์เนื่องจากการกระทำความผิดอาญา เช่น ถูกข่มขืน เพราะเป็นประเด็นทางสังคม แต่กรณีที่ยุติการตั้งครรภ์เมื่อพบว่าทารกในครรภ์มีความพิการรุนแรง แพทย์ก็จะเลือกให้ยุติการตั้งครรภ์ได้ ซึ่งเป็นเรื่องทางการแพทย์แต่กฎหมายอาญาไม่มีการบัญญัติไว้โดยตรง แต่เป็นการปฏิบัติสืบต่อกันมาโดยไม่มีปัญหาเพราะเป็นเรื่องที่สมประโยชน์ ทั้งทางการแพทย์และทางสังคม แต่ในทางวิชาการมีการหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกันบ่อย ๆ ว่าสมควรแก้ไขให้ตรงตามแนวทางปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ อย่างไรก็ตาม มีการจัดทำร่างกฎหมายที่ให้มีการแก้ไขมาตรา 305 เพื่อให้ครอบคลุมถึงให้มีอำนาจให้ทำการยุติการตั้งครรภ์กรณีตรวจพบว่าทารกใน ครรภ์พิการ หรือมีความผิดปรกติรุนแรงได้ รวมทั้งการระบุให้เพื่อสุขภาพมารดาหมายรวมถึงสุขทางจิตด้วย
           
อย่าง ไรก็ตาม ปัจจุบันก็มีข้อบังคับแพทยสภาซึ่งเป็นกฎหมายลูกของพระราชบัญญัติวิชาชีพ เวชกรรม พ.ศ. 2525 กำหนดหลักเกณฑ์ในการยุติการตั้งครรภ์ไว้ เรียกว่า ‘ข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับการยุติการตั้งครรภ์ ทางการแพทย์ตามมาตรา 305 แห่งประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2548’ ให้เป็นไปตามเงื่อนไขตามข้อ 5 การยุติการตั้งครรภ์ทางการแพทย์ตามมาตรา 305 (1) แห่งประมวลกฎหมายอาญา (1) เป็นกรณีที่จำเป็นต้องกระทำเนื่องจากปัญหาสุขภาพทางกายของหญิงตั้งครรภ์ หรือ (2) เป็นกรณีที่จำเป็นต้องกระทำเนื่องจากปัญหาสุขภาพทางจิตของหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งจะต้องได้รับการรับรอง หรือเห็นชอบจากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่มิใช่ผู้กระทำการยุติการตั้งครรภ์ อย่างน้อยหนึ่งคน ซึ่งต้องกระทำในสถานพยาบาลตามข้อ 7 (1) โรงพยาบาลหรือหน่วยงานของรัฐที่ให้บริการรับผู้ป่วยไว้ค้างคืน หรือสถานพยาบาลเวชกรรมที่มีเตียงรับผู้ป่วยไว้ค้างคืนตามกฎหมายว่าด้วยสถาน พยาบาล ทั้งนี้ โดยสามารถปฏิบัติเกี่ยวกับการยุติการตั้งครรภ์ทางการแพทย์ได้ตามความเหมาะสม (2) คลินิกเวชกรรมตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล โดยสามารถปฏิบัติเกี่ยวกับการยุติการตั้งครรภ์ทางการแพทย์ที่อายุครรภ์ไม่ เกินสิบสองสัปดาห์ โดยที่จะต้องทำรายงานเสนอต่อแพทยสภา ตามเงื่อนไขและระยะเวลาในแบบฟอร์มที่แพทยสภากำหนด ให้ถือว่าได้กระทำตามมาตรา 305 แห่งประมวลกฎหมายอาญา แต่ถ้าไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับนี้ให้ถือว่าผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมผู้นั้น ประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่รักษามาตรฐานในระดับที่ดีที่สุด 
          
แพทย์ก็มีมุมมอง ที่แตกต่างกันแม้มีความเห็นว่าในเมื่อปฏิบัติอยู่แล้วก็ให้แก้กฎหมายให้ตรง กับแนวปฏิบัติไปเลย แต่บางความคิดเห็นก็ว่าผลจากการปฏิบัติทางการแพทย์ก็ไม่เห็นมีปัญหา ไม่จำเป็นต้องแก้กฎหมายหรือถ้าแก้กฎหมายอาจเป็นการเพิ่มปัญหาก็ได้ เช่น การเปิดโอกาสให้แพทย์ได้ใช้ดุลพินิจเพื่อประโยชน์ต่อผู้ป่วยแต่แพทย์เองกลับ ถูกกฎหมายลายลักษณ์อักษรบังคับไว้ รวมถึงการกำหนดโทษจนแพทย์เองไม่กล้าใช้ดุลพินิจได้อย่างเต็มที่ แม้เทคโนโลยีในปัจจุบันจะสามารถตรวจพบความผิดปรกติของทารกในครรภ์มารดาได้ ชัดเจนขึ้นแต่ก็ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ยังมีความผิดพลาดได้จากข้อจำกัดของเครื่องมือและระบบการตรวจ รวมถึงการวินิจฉัยความรุนแรงในบางกรณี เพราะความพิการที่บอกว่าไม่รุนแรงก็ไม่ต้องยุติการตั้งครรภ์ การเปิดโอกาสให้แพทย์ใช้ดุลพินิจได้จึงเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ทั้งต่อผู้ ป่วยและตัวแพทย์เองด้วย นอกจากแค่ไหนเป็นพิการรุนแรงแล้ว ยังต้องประเมินอีกว่าแค่ไหนเป็นปัญหาสุขภาพจิต และมีปัญหาสุขภาพจิตที่มีความรุนแรงเพียงใด นอกจากนี้สุขภาพจิตจะครอบคลุมไปถึงสุขภาพจิตจากปัญหาทางสังคมด้วยหรือไม่ 
          
อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าแพทย์โดยเฉพาะสูติแพทย์แทบทุกคนต้องมี ประสบการณ์ของการรับคำปรึกษาจากผู้ป่วย รวมทั้งญาติพี่น้องที่พยายามที่จะขอร้องให้ยุติการตั้งครรภ์ให้ ซึ่งแพทย์เองก็เข้าใจและสงสารอย่างมากแต่ก็บอกว่าไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะกฎหมายไม่เปิดช่องให้กระทำได้ในข้อบ่งชี้ที่เป็นประเด็นทางสังคม พอจะแนะนำไปทำที่อื่นก็ไม่รู้ว่าจะแนะนำไปที่ไหนดี เพราะไม่ทราบว่าสถานที่ใดที่ทำได้อย่างปลอดภัย แนะนำไปแล้วเกิดปัญหาก็จะรู้สึกบาปกรรมอีกต่างหาก 
          
มีการทำวิจัย เกี่ยวกับการทำแท้งไว้มากมายทั้งในสถานศึกษา ทั้งในส่วนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและองค์กรเอกชน มักจะออกมาในทิศทางที่คล้ายคลึงกันแต่แตกต่างในรายละเอียด เพราะปัจจัยที่นำเข้าเกี่ยวข้องทั้งความปลอดภัยทางการแพทย์ สังคม จริยธรรมศาสนา และเศรษฐกิจ จากการทำงานวิจัยโดยสัมภาษณ์ผู้หญิงที่ทำแท้ง พบว่าจริง ๆ แล้วผู้หญิงรู้สึกผิดบาปมาก ๆ ที่ตัวเองต้องไปทำแท้ง ไม่เฉพาะแพทย์เท่านั้น ผู้ให้คำแนะนำปรึกษาก็รู้สึกผิดบาป ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วทุกคนเมื่อเกิดปัญหาขึ้นเขาจะพยายามแก้ไขปัญหาเหล่านั้น ด้วยตัวเองก่อน จึงเป็นเหตุให้ไปพบแพทย์ก็ต่อเมื่อมีครรภ์ใหญ่ขึ้นแล้วประกอบกับไม่มีข้อมูล ที่ชัดเจนว่าเมื่อเกิดปัญหาแล้วจะไปขอความช่วยเหลือจากใครได้ กระบวนการให้คำปรึกษาเป็นสิ่งสำคัญควบคู่กับการแก้กฎหมายให้เขามีทางเลือก ด้วย ให้มีสถานที่ที่ทำการยุติการตั้งครรภ์ได้โดยถูกกฎหมาย ซึ่งอาจจะลดปัญหาการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย เราจะทำอย่างไรในทุกช่วงอายุครรภ์ มิใช่มองแค่ครรภ์ 3 เดือนแรก หญิงที่อายุครรภ์มากกว่านั้นที่อยากจะทำแท้งก็ต้องช่วยให้เขาปลอดภัยด้วย 
           มุมมองสูติแพทย์กับความรู้สึกของคนที่จะทำแท้ง มีความรู้สึกขัดแย้งกันระหว่างอยากจะช่วยแม่ แต่ก็รู้สึกว่า กำลังทำอะไรกับเด็ก กังวลเรื่องข้อกฎหมายด้วย อายุครรภ์มากขึ้นก็ไม่รู้ว่าจะปลอดภัยกับแม่ไหม ถ้าไม่มีเหตุผลมากไม่ทำ เป็นภาระหน้าที่แต่ไม่สบายใจ ถ้าเด็กออกมาแล้วยังไม่ตายจะทำอย่างไรต่อไป การให้คำปรึกษาที่ถูกต้องทำอย่างไรกับใครบ้างที่เกี่ยวข้องครอบคลุมทั้งสุขภาพกาย ใจ สังคม กฎหมาย เพื่อให้มีทางเลือกที่เหมาะสมว่าจะทำแท้งหรือตั้งครรภ์ต่อไปครับ

สนับสนุนเนื้อหาโดย วงการแพทย์ ฉบับ 332


ที่มา : http://www.medicthai.com/admin/news_detail.php?id=5049






กฎหมายการแพทย์อื่นๆ

 - ความรับผิดของอาจารย์แพทย์กรณีนักศึกษาแพทย์ทำละเมิดผู้ป่วย

 - ฟ้องหมอไม่ได้แล้วจะฟ้องใคร?

 - ข้อบังคับแพทยสภา : ว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม

 - พรบ. วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค ผลกระทบต่อวงการแพทย์และสุขภาพ

 - ร่างพระราชบัญญัติยา






 

Alert: เนื่องจากผู้ดูแลเว็บไซต์ไม่สามารถตรวจสอบข้อความทุกข้อความได้ทั้งหมดขณะท่านโพสต์ ดังนั้นการแสดงความคิดเห็นจึงเป็นความรับผิดชอบของตัวผู้โพสต์เองโดยทางเราได้ทำการจัดเก็บ IP Address ของท่านไว้เพื่อทำการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง ตามพรบ.การกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ

   
ความคิดเห็น:           

  
   
 
Username
Password
   
 
 
 
สมัครสมาชิก
ซื้อประกันออนไลน์ ประกันสุขภาพ ประกันอุบัติเหตุ
ศูนย์รับแปลภาษา แปลเอกสาร จัดหาล่าม ที่น่าเฃื่อถือ
ศึกษาต่อญี่ปุ่น เรียนต่อญี่ปุ่น
ศึกษาต่อญี่ปุ่น เรียนต่อญี่ปุ่น

พบเว็บไซต์เวอร์ชั่นใหม่เร็วๆ นี้