เกี่ยวกับเรา

ปัจจุบันการแพทย์ทางเลือกสเต็มเซลล์ (Stem Cell) มีบทบาทในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ มากขึ้น หากท่านสนใจเกี่ยวกับเรื่องการใช้สเต็มเซลล์เพื่อการรักษาโรค ฟื้นฟูสุขภาพหรือความงาม ทางเรามีผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาด้วยสเต็มเซลล์คอยให้คำปรึกษา อีกทั้งบุคลากรและศูนย์บริการที่เปี่ยมคุณภาพ พร้อมให้บริการครบวงจร ทางเราเน้นการใช้สเต็มเซลล์จากตัวเอง เพื่อตัวเอง ซึ่งมีความปลอดภัยสูง หมดกังวลเรื่องโรคติดเชื้อ และข้อจำกัดต่างๆ

พิเศษ! สำหรับผู้สนใจทำการรักษาด้วยสเต็มเซลล์และติดต่อมาทางเรา สามารถรับมัลติวิตามิน พร้อมกับรับฟังความรู้เรื่องสเต็มเซลล์ได้ที่คลีนิคฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่ายค่ะ คลิ้กที่นี่

ความรู้เกี่ยวกับสเต็มเซลล์

สเต็มเซลล์ (Stem cell) หรือเซลล์ต้นกำเนิด คือ เซลล์ชนิดพิเศษ พบได้ทุกช่วงเวลาของการเจริญเติบโตในสิ่งมีชีวิต สามารถแบ่งตัวได้อย่างไม่จำกัดและสามารถเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์ได้เกือบทุกชนิดในร่างกาย เช่น เซลล์ผิวหนัง สมอง หัวใจ กล้ามเนื้อ และเซลล์เม็ดเลือด มีหน้าที่สำคัญในการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนและเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์ชนิดต่างๆ เพื่อทดแทนเซลล์ที่เสื่อมสภาพในร่างกายอาจจะพูดได้ว่า สเต็มเซลล์ ก็คือเซลล์ที่มีหน้าที่ซ่อมแซมเซลล์ต่างๆ ในร่างกายนั่นเอง

สเต็มเซลล์มีลักษณะสำคัญ คือ

  • 1. Self-renewal สามารถแบ่งตัวเพิ่มตัวเองได้ตลอดเวลา
  • 2. Remaining เมื่อสเต็มเซลล์แบ่งตัวเพิ่มจำนวนแล้ว ก็ยังคงคุณสมบัติความเป็นสเต็มเซลล์อยู่ ยังไม่เปลี่ยนไปเป็นเซลล์ชนิดอื่น
  • 3. Differentiate to specialize cell เมื่อเกิดการบาดเจ็บ เสียหายของเซลล์หรือเนื้อเยื่อในร่างกาย สเต็มเซลล์จะสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นเซลล์นั้นๆ เพื่อซ่อมแซมหรือรักษาจุดนั้นๆ ได้ เช่น ขัดขี้ไคล แล้วผิวหนังลอกออกไป สเต็มเซลล์จะแปรสภาพตัวเองเป็นเซลล์ผิวหนัง เพื่อทดแทนหรือรักษาส่วนที่เสียไป

หน้าที่ของสเต็มเซลล์

  • 1. Homing สเต็มเซลล์จะวิ่งไปยังตำแหน่งที่มีความเสียหาย หรือมีการอักเสบเกิดขึ้น
  • 2. Differentiation สเต็มเซลล์สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นเซลล์จำเพาะต่อบริเวณที่มีความเสียหายขึ้น
  • 3. Trophic support เซลล์จะทำการหลั่งสารจำพวก Cytokine และ Growth factor ชนิดต่างๆ ออกมาเพื่อให้เกิด Tissue regenerative
  • 4. Anti-Inflammation เซลล์ที่จะเข้าไปต้องสามารถลดการเกิดการอักเสบที่เกิดขึ้นได้
  • 5. Neo Vascularization เซลล์จะต้องหลั่ง Growth factor ที่สำคัญออกมาเพื่อช่วยให้เกิดการสร้างหลอดเลือดใหม่ขึ้นและแก้ไขปัญหาในเรื่องของ Scar tissue ได้
  • 6. Anti-Apoptosis เซลล์จะต้องลดการตายของเซลล์บริเวณที่เกิดปัญหาขึ้นได้

ชนิดของสเต็มเซลล์

  • 1. Embryonic Stem Cell เป็นสเต็มเซลล์ที่พบได้ใน inner cellmass ในระยะ blastocyst ซึ่งเป็นระยะที่ไข่กับสเปิร์มปฏิสนธิได้ 5-7 วัน สเต็มเซลล์ชนิดนี้มีศักยภาพสูงมาก สามารถเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์ชนิดต่างๆ ได้ แต่ไม่สามารถนำมาใช้ในการรักษาได้ เนื่องจากมีข้อถกเถียงเรื่องจริยธรรม
  • 2. Adult Stem Cell (Somatic Stem Cell) เป็นสเต็มเซลล์ที่พบได้ในเนื้อเยื่อต่างๆ ของสิ่งมีชีวิตที่พัฒนาระยะตัวอ่อนไปแล้ว เช่น สเต็มเซลล์จากเลือด สายสะดือ ไขกระดูก กระแสเลือด ไขมัน เป็นต้น

ศักยภาพของสเต็มเซลล์

  • 1. Totipotent Stem Cell คือ เซลล์ที่สามารถพัฒนาเป็นเซลล์ต่างๆ ได้ทั้งร่างกาย
  • 2. Pluripotent Stem Cell คือ เซลล์ที่สามารถพัฒนาเป็นเซลล์ต่างๆ ในร่างกายได้บางส่วน พบได้ตั้งแต่ไข่ปฏิสนธิ (Embryonic)
  • 3. Multipotent Stem Cell คือ เซลล์ที่สามารถพัฒนาเป็นเซลล์ได้หลายชนิด
  • 4. Oligopotent Stem Cell คือ เซลล์ที่สามารถพัฒนาเป็นเซลล์ได้ไม่กี่ชนิด
  • 5. Unipotent Stem cell คือ เซลล์ที่พัฒนาไปเป็นเซลล์จำเพาะชนิดใดชนิดหนึ่งเท่านั้น

ความสามารถของสเต็มเซลล์

การเปลี่ยนแปลงเซลล์จากแบบหนึ่งไปสู่อีกแบบหนึ่ง เพื่อซ่อมแซมหรือรักษาในแต่ละส่วนของร่างกาย

  • 1. Hematopoietic Stem Cell เปลี่ยนแปลงจากเซลล์เม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง หรือเกล็ดเลือด เป็นเซลล์ประสาท เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ เซลล์ตับ
  • 2. Mesenchymal Stem Cell เปลี่ยนแปลงจากเซลล์กระดูกอ่อน เอ็น กระดูกข้อต่อ กล้ามเนื้อ เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง เกล็ดเลือด เซลล์ผิวหนัง เซลล์รากผมและขน

Read more

    แหล่งของสเต็มเซลล์

    แหล่งเก็บสเต็มเซลล์เพื่อนำมาใช้รักษา สามารถเก็บได้หลายวิธี ซึ่งมีข้อดีและเสียแตกต่างกัน

    • 1. เลือดจากรกสายสะดือเด็กทารกแรกเกิด จะเอาเลือดจากรกหลังทารกคลอดมาเก็บไว้ Read more

      ข้อดี

      • 1. สามารถเก็บได้ง่าย ปลอดภัยทั้งแม่และเด็ก
      • 2. ขั้นตอนการคัดแยกเซลล์ออกมาง่ายมาก
      • 3. ได้จำนวนเซลล์ค่อนข้างมาก
      • 4. สเต็มเซลล์ที่ได้บริสุทธิ์
      • 5. ราคาไม่แพง

      ข้อเสีย

      • 1. เก็บได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น
      • 2. ต้องรอเก็บสเต็มเซลล์หลังจากทำการคลอดเสร็จแล้ว (Stand by)
      • 3. มีโอกาสติดเชื้อจากการเจาะเก็บค่อนข้างสูง
      • 4. ปริมาณเลือดจากสายสะดือที่เก็บได้ ขึ้นอยู่กับความชำนาญของแพทย์ผู้ทำการเก็บ
      • 5. ปริมาณเซลล์ที่เก็บได้ ใช้ได้กับเด็กที่มีน้ำหนักไม่เกิน 30 กิโลกรัม
    • 2. ไขกระดูก จะเอาเลือดจากไขกระดูก คล้ายกับการปลูกถ่ายไขกระดูกที่ต้องเจาะเข็มเข้าไปในกระดูกสันหลัง Read more

      ข้อดี

      • 1. ได้สเต็มเซลล์ทั้ง Hematopoietic และ Mesenchymal Stem Cell
      • 2. เจาะเก็บได้หลายครั้ง
      • 3. ปริมาณเซลล์ที่ได้ค่อนข้างมาก
      • 4. สามารถนำไปเพาะเลี้ยงเพิ่มจำนวนได้

      ข้อเสีย

      • 1. ผู้ป่วยต้องเจ็บตัวจากการใช้เข็มเจาะเข้าไปในโพรงกระดูก
      • 2. มีเศษกระดูกปะปนออกมา
      • 3. วิธีการคัดแยกเซลล์ออกมาค่อนข้างยุ่งยาก
      • 4. มีผลข้างเคียงมาก
      • 5. หลังจากเก็บเซลล์เสร็จ ต้องพักค้างคืนที่โรงพยาบาล
    • 3. ไขมัน เป็นวิธีการเก็บสเต็มเซลล์แบบเดียวกับการดูดไขมัน (Liposuction) ที่ใช้ในด้านความงาม หรือสุขภาพ Read more

      ข้อดี

      • 1. ผู้ป่วยน้ำหนักลด จากการดูดไขมันทิ้ง
      • 2. สเต็มเซลล์ที่ได้ เป็น Mesenchymal Stem Cell
      • 3. สามารถนำไปเพาะเลี้ยงเพิ่มจำนวนได้
      • 4. สามารถเก็บได้หลายครั้ง

      ข้อเสีย

      • 1. ผู้ป่วยต้องเจ็บตัวจากการทำ Liposuction
      • 2. วิธีการคัดแยกเซลล์ออกมายุ่งยากมาก
      • 3. จำนวนเซลล์ที่ได้น้อยมาก ต้องนำไปเพาะเลี้ยงเพิ่มจำนวนก่อน
      • 4. การเพาะเลี้ยงใช้เวลาอย่างน้อย 1 เดือน
      • 5. มีโอกาสปนเปื้อนของเชื้อโรคสูงตั้งแต่การทำ Liposuction จนถึงขั้นตอนการเพาะเลี้ยงเพิ่มจำนวน
      • 6. ราคาแพง
    • 4. ฟันน้ำนม จะต้องเป็นฟันที่หลุดภายในไม่เกิน 24 ชม. Read more

      ข้อดี

      • 1. เก็บได้ง่าย สะดวก
      • 2. สามารถนำไปเพาะเลี้ยงเพิ่มจำนวนได้
      • 3. ราคาไม่แพง

      ข้อเสีย

      • 1. ต้องรอเก็บเซลล์จากฟันน้ำนมที่จะหลุดออกมา
      • 2. วิธีการคัดแยกยุ่งยากมาก
      • 3. จำนวนเซลล์ที่คัดแยกได้น้อยมาก
      • 4. มีโอกาสปนเปื้อนเชื้อโรคค่อนข้างสูง
      • 5. ต้องเพาะเลี้ยงเพิ่มจำนวนเซลล์ก่อนการนำไปใช้รักษาโรค
    • 5. เก็บจากกระแสเลือด โดยจะใช้วิธีการเก็บเลือดด้วยเครื่องมือเฉพาะทาง วิธีนี้สามารถเก็บได้หลายครั้ง และตลอดช่วงชีวิต Read more
      • 1. ง่าย สะดวก ปลอดภัย ไม่จำเป็นต้องเก็บในห้องผ่าตัด
      • 2. Set ที่ใช้เก็บสเต็มเซลล์ เป็น Close system และ Single use
      • 3. ผู้ป่วยไม่เจ็บตัว เก็บเซลล์เสร็จกลับบ้านได้ทันที ไม่ต้องนอนค้างคืน
      • 4. ไม่มีผลข้างเคียง
      • 5. ได้จำนวนเซลล์ปริมาณมาก (10,000 ล้านเซลล์ขึ้นไป)
      • 6. เพียงพอต่อการรักษา

    การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์

    หลังจากที่เก็บสเต็มเซลล์ เราสามารถนำสเต็มเซลล์ไปให้กับ

    • 1. Autologous Transplantation นำเซลล์ของตัวเองมาใช้กับตัวเอง
    • 2. Allogeneic Transplantation นำเซลล์ของตัวเองไปให้คนอื่น หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องทางสายเลือด ฝาแฝด หรือคนอื่น โดยหากให้คนอื่นจะต้องทำการตรวจ HLA คือโอกาสเข้ากันของเซลล์
    • 3. Xenogeneic Transplantation นำเซลล์จากคนไปให้สัตว์ หรือจากสัตว์ไปให้คน ซึ่งวิธีนี้ยังไม่เป็นที่ยอมรับ

    ข้อคำนึงในการใช้สเต็มเซลล์กับการรักษา

    การใช้สเต็มเซลล์เพื่อรักษาด้านต่างๆ จะต้องคำนึงปัจจัยหลายๆ ด้าน เช่น

    • 1. จำนวนเซลล์
    • 2. ความมีชีวิตของเซลล์ ถ้าเราฉีดสเต็มเซลล์เข้าร่างกาย แล้วเป็นเซลล์ตายเยอะ จะไม่ต่างจากฉีดน้ำเข้าร่างกาย
    • 3. การทดสอบการติดเชื้อ
    • 4. ตำแหน่งการฉีด ตำแหน่งของการฉีดมีผลการไหลของสเต็มเซลล์ไปรักษาในจุดที่ต้องการ เช่น หากเป็นแผล ก็จะฉีดสเต็มเซลล์บริเวณใกล้กับปากแผล
    • 5. ขนาดของเข็มฉีดยา

    ปัจจัยที่มีผลต่อการรักษาด้วยสเต็มเซลล์

    • 1. อายุ คนที่มีอายุมาก การรักษาและการฟื้นตัวช้ากว่าคนที่มีอายุน้อย
    • 2. ตำแหน่งในการรักษา ตำแหน่งของรอยโรคที่มีปัญหาจะให้ผลการรักษาที่แตกต่างกัน นอกจากนี้การเลือกตำแหน่งที่ฉีดสเต็มเซลล์ก็อาจมีผลต่อความเร็วในการรักษาแตกต่างกัน
    • 3. ปริมาณสเต็มเซลล์ที่ใช้ในการรักษา
    • 4. การดูแลรักษาตัวเอง เป็นสิ่งที่สำคัญมากเพราะการรักษาด้วยสเต็มเซลล์นั้นต่างจากการใช้ยารักษาโรคที่จะเห็นผลได้เร็วกว่า รวมถึงการที่สเต็มเซลล์มีคุณสมบัติของการ Homing ดังนั้นหากผู้ป่วยมีปัญหา 2 จุด อาจส่งผลให้สเต็มเซลล์แยกกันออกไปรักษา จึงทำให้ประสิทธิภาพการรักษาด้อยลงไป นอกจากนี้ หากเป็นการใช้สเต็มเซลล์แบบ Allogeneic จะต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการ reject ของเซลล์ และจะต้องได้รับยาเพื่อกดภูมิคุ้มกัน หรืออาจต้องได้รับยาป้องกันการติดเชื้อและ Supportive treatment ต่างๆ ร่วมด้วย
    • 5. การเลือกชนิดของ Adult stem cell เลือกว่าจะใช้ Hematopoietic stem cell หรือ Mesenchymal stem cell

สเต็มเซลล์กับโรคเบาหวาน (ชนิดที่ 2)

บริการของเรา

ทางเรามีศูนย์เก็บสเต็มเซลล์แบบครบวงจร ด้วยบริการอันหลากหลายเพื่ออำนวยความสะดวกสบายและตอบโจทย์ความต้องการสำหรับผู้มารับบริการทุกท่าน ดังนี้
  • - บริการให้คำปรึกษา แนะนำ และให้ความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับสเต็มเซลล์ ตั้งแต่การเจาะเก็บ การคัดแยก การแช่แข็งฝากเก็บ ตลอดจนการนำสเต็มเซลล์ไปใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์
  • - บริการตรวจเลือดและสุขภาพทั่วไป
  • - บริการเจาะเก็บและคัดแยกสเต็มเซลล์จากกระแสเลือดของผู้รับบริการเอง
  • - บริการแช่แข็งและจัดเก็บสเต็มเซลล์เพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ในอนาคต
  • - บริการตรวจยีนจากน้ำลาย เพื่อดูความเสี่ยงของโรคที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ข้อดีของการทำสเต็มเซลล์กับเราในเมืองไทย

  • - บริการของเราเน้นการใช้สเต็มเซลล์จากตัวเอง เพื่อตัวเอง ซึ่งมีความปลอดภัยสูง หมดกังวลเรื่องโรคติดเชื้อ และข้อจำกัดต่างๆ
  • - ประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่าทำในเมืองนอกหลายๆ ประเทศ
  • - ประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่าทำที่โรงพยาบาลในไทย
  • - บริการครบวงจร ไม่ต้องไปหลายบริษัท ทั้งตรวจร่างกาย เจาะเก็บสเต็มเซลล์ เก็บรักษาสเต็มเซลล์ด้วยวิธีแช่แข็ง (ธนาคารสเต็มเซลล์) นำสเต็มเซลล์มาใช้ รวมทั้งบริการดูแลร่างกายหลังทำสเต็มเซลล์ ครบจบในที่เดียว
  • - อุ่นใจกับทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญ มากด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปี
  • - ห้องแล็บของเรามีความสะอาดตามมาตรฐานความปลอดภัยสากล เพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์เครื่องมืออันทันสมัยที่สุด เพื่อให้ได้สเต็มเซลล์ที่มีประสิทธิภาพ สามารถนำไปใช้รักษาโรคต่างๆ ได้เป็นประโยชน์สูงสุด
  • - มีโปรโมชั่นบริการด้านความงามในราคาพิเศษ สำหรับลูกค้าที่ทำสเต็มเซลล์บำบัด
  • - มีบริการดูแลหลังการรักษา สำหรับลูกค้าที่รักษาด้วยสเต็มเซลล์เป็นระยะเวลา 3 เดือน (กรณีลูกค้ายังอาศัยอยู่ในประเทศไทย)
  • - (สำหรับชาวต่างชาติ) เป็นโอกาสที่จะได้ผ่อนคลายและท่องเที่ยวตามสถานที่สวยงามต่างๆ ในเมืองไทย
  • - (สำหรับชาวต่างชาติ) เรามีทีมงานตัวแทนติดต่อกับศูนย์บริการ เป็นภาษาอังกฤษและญี่ปุ่น เชิญมาพูดคุยกับเราได้เลย (คลิ้กที่นี่)

ทางเราเก็บสเต็มเซลล์ด้วยเครื่อง Apheresis

เป็นเครื่องมือเก็บสเต็มเซลล์โดยเฉพาะ โดยจะนำเลือดออกจากร่างกาย แล้วคัดแยกเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และสเต็มเซลล์เพื่อนำไปใช้ในการรักษา หรือเพาะเลี้ยงเพิ่มจำนวนก่อนจะนำไปใช้ในกระบวนการด้านการรักษาต่อไป จากนั้นก็จะนำเลือดที่ผ่านการคัดแยกแล้ววนกลับเข้าสู่ร่างกายได้ตามปกติ

ทางเราเก็บสเต็มเซลล์ด้วยเครื่อง Apheresis

ข้อมูลเครื่อง Apheresis

โรคที่สเต็มเซลล์สามารถรักษาได้

ส่วนใหญ่โรคที่สามารถใช้สเต็มเซลล์รักษาได้นั้น มักเป็นโรคที่เกิดจากสภาวะความเสื่อมของร่างกาย เช่น ภูมิแพ้ ไม่ใช่โรคที่เป็นจากพันธุกรรม

โรคที่สเต็มเซลล์สามารถรักษาได้

การเก็บสเต็มเซลล์

ขั้นตอนที่ 1 คนไข้จะได้รับการตรวจเลือดเพื่อตรวจดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด และอาจตรวจดูการทำงานของไต และตับ หรืออื่นๆ ร่วมด้วย

ขั้นตอนที่ 2 หลังจากนั้น คุณหมอจะทำการฉีดยา เพื่อกระตุ้นเซลล์ต้นกำเนิดครั้งที่ 1 ในวันเดียวกันกับที่คนไข้ได้รับการตรวจเลือด โดยคนไข้จะต้องมาฉีดยากระตุ้นเซลล์ต้นกำเนิดติดต่อกันเป็นเวลา 3 วัน รวมเป็นทั้งหมด 4 ครั้ง เพื่อจะได้ผลดีที่สุด ทุกครั้งที่มาฉีดยากระตุ้น คนไข้ควรมาช่วงระยะเวลาเดียวกันของทุกวัน เช่น ในวันแรก ฉีดยากระตุ้นตอนบ่ายโมง วันที่ สอง, สาม, และสี่ ก็ควรมาฉีดยาเวลา บ่ายโมง หรือบวกลบไม่เกิน 1 ชั่วโมง พอฉีดครบแล้ว คุณหมอจะตรวจดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด เพื่อประเมิณปริมาณของเซลล์ต้นกำเนิดที่อยู่ในกระแสเลือด ส่วนอาการที่อาจจะมีให้เห็นในช่วงการฉีดยากระตุ้นเซลล์ คนไข้อาจจะมีอาการปวดหลังบ้าง จะมีอาการมากที่สุดในวันที่ 2 ถึง 3 และอาจจะมีไข้ต่ำๆ หรืออาการคลั่นเนื้อคลั่นตัวซึ่งเป็นอาการของร่างกายที่สร้างสเต็มเซลล์เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องปกติถ้ามีอาการปวดมาก คนไข้สามารถทานยาพาราเซตามอลได้ ในระหว่างช่วงเวลา 4 วัน ที่ ฉีดยากระตุ้นเซลล์ คนไข้ควรปฏิบัติดังนี้

  • 1. ควรรับประทานแคลเซียม ซีดีอาร์ เม็ดฟู่ หรือแคลเซียมอื่นๆ เริ่มตั้งแต่วันที่เริ่มฉีดยากระตุ้นทุกวัน จนถึงวันที่ มารับเซลล์กลับเพื่อที่จะช่วยในการทำงานของกระดูก
  • 2. ไม่ออกกำลังกายหนัก
  • 3. ดูแลร่างกายไม่ให้เกิดบาดแผล
  • 4. ไม่ดื่มแอลกอฮอล์
  • 5. นอนพักผ่อนให้เพียงพอ

ขั้นตอนที่ 3 คุณหมอจะทำการเก็บเซลล์ต้นกำเนิดโดยคนไข้จะนั่งตื่นนอนบนเก้าอี้เป็นเวลา 2-4 ชั่วโมงวิธีการเก็บเซล คุณหมอ จะดึงเลือดจากแขนข้างหนึ่ง ออกมาผ่านเครื่อง เครื่องก็จะเก็บเอาเฉพาะสเต็มเซลล์ไว้ส่วนอื่นๆ ที่ไม่ใช่สเต็มเซลล์ก็จะคืนเข้าไปที่แขนอีกข้างในระหว่างที่เก็บเซลล์ คนไข้ สามารถพูดคุย และดื่มน้ำ ได้ตลอดการเก็บเซลล์ หลังจากกระบวนการเสร็จสิ้น คนไข้ก็สามารถขับรถกลับเองได้ โดยไม่มีผลข้างเคียงใดๆ

ขั้นตอนที่ 4 หลังจากที่เก็บเซลล์ต้นกำเนิด เราจะเว้นระยะเวลา 3 วัน จากนั้น คุณหมอจะทำการคืนเซลล์ต้นกำเนิด เข้าสู่คนไข้ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง หลังจากกระบวนการเสร็จสิ้น คนไข้ก็สามารถเดินทางกลับบ้านได้ทันที และสามารถขับรถกลับเองได้ โดยไม่มีผลข้างเคียงใดๆ

ข้อควรปฏิบัติหลังการเก็บเซลล์และคืนเซลล์

  • - ควรรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง
  • - ดูแลร่างกายไม่ให้เกิดบาดแผล
  • - ไม่ออกกำลังกายหนักในระยะเดือนแรก

เราลองมาดูตารางสรุปขั้นตอน การทำสเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิดกันอีกสักรอบ

  • วันที่ 1 ตรวจเลือดและฉีดยากระตุ้นเซลล์
  • วันที่ 2,3,4 ฉีดยากระตุ้นเซลล์
  • วันที่ 5 คุณหมอจะทำการเก็บเซลล์
  • วันที่ 8 คุณหมอจะทำการคืนเซลล์เข้าสู่ร่างกายของเรา

เป็นอันเสร็จสิ้น กระบวนการการทำสเต็มเซลล์

ตัวอย่างผลการรักษา

ผู้ป่วยเพศหญิงอายุ 28 ปี ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อเดือนเมษายน 2559 ได้รับบาดเจ็บที่เส้นประสาทไขสันหลัง T10 (กระดูกสันหลังส่วนอก) เป็นอัมพาตช่วงล่าง ตั้งแต่เอวลงไปถึงเท้า ไม่มีความรู้สึก ขยับขาและเดินไม่ได้ ควบคุมระบบขับถ่ายเองไม่ได้ มีแผลบริเวณหัวเข่าทั้งสองข้างจากการถูกน้ำร้อนลวก เป็นแผลเรื้อรังมาเกือบ 3 เดือน

ผู้ป่วยตัดสินใจเดินทางมากรุงเทพเพื่อปรึกษาแพทย์และเริ่มต้นการรักษาด้วยการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จากกระแสเลือดของตัวเอง

  • 25 สิงหาคม 2559 เริ่มฉีดยากระตุ้นไขกระดูกโดยฉีดยากระตุ้นต่อเนื่องกัน 4 วัน
  • 29 สิงหาคม 2559 ทำการเก็บสเต็มเซลล์จากกระแสเลือดผู้ป่วยเอง
  • 1 กันยายน 2559 ทำการฉีดสเต็มเซลล์กลับให้ผู้ป่วย
  • แพทย์ฉีดสเต็มเซลล์ให้ผู้ป่วยทางหลอดเลือดดำ และแบ่งส่วนหนึ่งฉีดรอบๆแผลที่เรื้อรังจากการถูกน้ำร้อนลวก
  • หลังจากฉีดสเต็มเซลล์ได้ 2 สัปดาห์ แผลเรื้อรังที่เกิดจากการถูกน้ำร้อนลวกเริ่มแห้งและตกสเก็ด
    • - ผู้ป่วยมีอาการปวดต้นขาทั้งสองข้าง สะโพก และก้น
    • - ผู้ป่วยแจ้งว่า รู้สึกขนลุกเมื่อถูกกระตุ้นด้วยไฟฟ้า เหมือนมีไฟฟ้าวิ่งผ่านและขามีการกระตุกบ่อยขึ้น เริ่มขยับปลายนิ้วเท้าด้านขวาได้
    • - รู้สึกปวดปัสสาวะและสามารถปัสสาวะได้เองโดยไม่ต้องสวน ซึ่งปกติต้องทำการสวนปัสสาวะทุกครั้ง
    • - เริ่มขับถ่ายหนักได้เองโดยไม่ต้องสวน แต่ยังต้องทำการสวนร่วมด้วยในบางครั้ง
    • - ผู้ป่วยเริ่มเข้าโปรแกรมกายภาพบำบัด สามารถยืนเกาะราวได้เองโดยไม่ต้องให้คนช่วยพยุงตัว และ เริ่มหัดก้าวขาได้ช้าๆ

บทสัมภาษณ์ลูกค้า ที่ใช้การฟื้นฟูสุขภาพด้วยสเต็มเซลล์

ข่าวสาร & สาระน่ารู้

สมาร์ทโฟน แท็บเล็ตกับสุขภาพสายตา

สมาร์ทโฟน แท็บเล็ตกับสุขภาพสายตา

เมื่อวันที่ : 25 พฤศจิกายน 2559

สมาร์ทโฟน แท็บเล็ตเป็นอุปกรณ์อเนกประสงค์มากมาย แต่หากใช้มากเกินไปก็มีผลต่อสายตาได้เช่นกัน...

อ่านข่าว

ทำดีเพื่อพ่อ - รักษาด้วยสเต็มเซลล์ฟรี 99 ท่าน

ทำดีเพื่อพ่อ - รักษาด้วยสเต็มเซลล์ฟรี 99 ท่าน

เมื่อวันที่ : 25 พฤศจิกายน 2559

ทาง ด็อกเตอร์สยาม ร่วมกับ Dr. Jeff clinic โดย นพ. จักรกฤษณ์ วีรานันท์ เปิดรักษาโรคด้วยสเต็มเซลล์ฟรีให้แก่ผู้สนใจ ทั้งหมด 99 ท่าน...

อ่านข่าว

การใช้เซลล์ต้นกำเนิด (STEM CELL) รักษามะเร็ง - (งานวิจัย)

การใช้เซลล์ต้นกำเนิด (STEM CELL) รักษามะเร็ง - (งานวิจัย)

เมื่อวันที่ : 25 พฤศจิกายน 2559

สเต็มเซลล์กับด้านสุขภาพที่มีการนำมาใช้รักษาโรคภัยไข้เจ็บ

อ่านข่าว

ติดต่อเรา

หากท่านสนใจรายละเอียดเกี่ยวกับ สเต็มเซลล์ หรืออยากสอบถามวิธีการรักษา หรือคำแนะนำในการรักษา สามารถติดต่อเราได้ตามรายละเอียดด้านล่างนี้ ทางเรายินดีตอบคำถามของทุกท่านค่ะ หรือสามารถติดตามหรือติดต่อพวกเราได้ผ่านทาง Facebook

พิเศษ! สำหรับผู้สนใจทำการรักษาด้วยสเต็มเซลล์และติดต่อมาทางเรา สามารถรับมัลติวิตามิน พร้อมกับรับฟังความรู้เรื่องสเต็มเซลล์ได้ที่คลีนิคฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่ายค่ะ

  • บริษัท อิมโฮเทพ จำกัด

    77/110 อาคารชุดราชเทวีทาวเวอร์ ชั้น 12

    ถนนพญาไท แขวงพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400

    E-Mail

    • contact.laibros@gmail.com (สำหรับ ภาษาญี่ปุ่น)
    • stemcellthdrsiam@gmail.com (สำหรับ ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ)

    Telephone

    • 086-844-1313 คุณทสึจิมุระ
    • 094-228-3475 คุณฐิติพร

    วันจันทร์-ศุกร์ : 09.00 - 18.00 น.